Loading

การเรียนการสอน

     โรงเรียนอนุบาลวัยดรุณ จัดการเรียนการการสอนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ  เด็กจะได้ลงมือปฏิบัติ ภายใต้นโยบายที่ครูกับผู้ปกครองร่วมกันรับทราบว่า เด็กที่มาเรียนในอนุบาลวัยดรุณจะ  “เรียนรู้อย่างมีความสุข  สนุกกับกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ  สร้างสรรค์ผลงานด้วยห้องเรียน Studios”   โดยโรงเรียนได้นำนวัตกรรมและแนวคิดต่างๆ มาบูรณาการและประยุกต์ใช้ ให้เข้ากับสังคมและสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น Brain Based Learning, Whole Language, Montessori , Active learnimg ฯลฯ  ที่สำคัญโรงเรียนมีเป้าหมายที่เน้นให้เด็กมี Executive Functions (EF) ประกอบด้วย 9 ทักษะ ซึ่งครูและผู้ปกครองจะช่วยกันเพื่อ “สร้างพื้นฐานลูกให้เก่งและดี  ด้วย EF” 

   
     รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล
ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ทักษะ EF คือ กระบวนการทางความคิดในส่วน "สมองส่วนหน้า" ที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต รู้จักการวางแผน มีความมุ่งมั่น จดจำสิ่งต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ สามารถยั้งคิด ไตร่ตรอง ควบคุมอารมณ์ได้ ยืดหยุ่นความคิดเป็น สามารถจัดลำดับความสำคัญในชีวิต รวมทั้งรู้จักริเริ่มและลงมือทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ทุกคนต้องใช้และมีผลต่อความสำเร็จในชีวิต ทั้งการงาน การเรียน และการใช้ชีวิต
    ส่วนจะสอนอะไรเพื่อให้เด็กมี EF ดี มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของเล่นให้ลูกได้คิดอย่างสร้าง สรรค์ เช่น เลโก้ หมากฮอส หมากรุก พวกนี้ฝึกสมองส่วนหน้าช่วยพัฒนาความคิดของเด็ก หรือแม้แต่ทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบ รวมทั้งการอ่านหนังสือ ยิ่งพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังมากเท่าไหร่ เด็กจะมีทักษะเรื่องการอ่าน การเขียน เชาวน์ปัญญาดีขึ้นเท่านั้น หรือส่งเสริมให้เด็กเล่นดนตรีก็เป็นการฝึกสมองที่ดีเช่นกัน"

   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะสมอง EF จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้านักวิจัยทั้ง 2 โครงการนี้ กล่าวว่า “EF Guideline เป็นเครื่องมือที่ช่วยครูปฐมวัยในการจัดระบบความคิด และวิเคราะห์ เพื่อออกแบบ “การจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF”  สำหรับครูปฐมวัย 
       ซึ่งมี 3 องค์ประกอบหลักสำคัญ
       1.เป้าหมาย คือ การให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายการสอนที่ชัดเจน ว่าจะนำไปสู่เป้าหมายใด เจตคติ ความรู้ หรือทักษะใด มุ่งพัฒนาทักษะสมอง EF ด้านใด รวมทั้งการกำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถประเมินได้
        2.กระบวนการ คือ การให้ความสำคัญกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับเป้าหมาย เป็นลำดับขั้นตอน และครูเห็นได้ว่าในแต่ละขั้นตอนนั้น จะส่งเสริมทักษะสมอง EF ด้านใดบ้าง รวมไปถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการทำงานของทักษะสมอง EF
        3.การประเมิน คือ การให้ความสำคัญกับการทบทวนโอกาสในการส่งเสริมทักษะสมอง EF ที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดกิจกรรม รวมถึงการทบทวนขั้นตอน และกระบวนการสอนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่คาดหวัง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ให้มีประสิทธิภาพในครั้งต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา กล่าวต่อไปว่า EF Guideline ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็น “เพื่อน คู่ คิด” ของครูปฐมวัย ใช้ประโยชน์ได้ 2 ทาง คือ ใช้เป็นแนวทางการวิเคราะห์กิจกรรมในแผนการจัดประสบการณ์เดิมว่าองค์ประกอบแต่ละส่วน มีความชัดเจน และสอดคล้องกันหรือไม่ และใช้เป็นแนวทางการออกแบบกิจกรรมใหม่ๆ โดยใช้องค์ประกอบแต่ละส่วนเป็นตัวนำทาง ให้กิจกรรมที่ออกแบบขึ้นมานั้นมีเป้าหมายชัดเจน

     เหตุผลหลักที่ครูปฐมวัยควรใช้ EF Guideline”
     1. EF คือ เป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริง นั่นคือ การพัฒนาให้เด็กมีทักษะความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ แก้ไขปัญหา วางแผน ควบคุมอารมณ์ คิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อสอบเอาคะแนนอย่างเดียว และพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่คนที่ท่องหนังสือเก่ง มีความรู้จดจำตำรับตำราได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่ต้องการคนที่มีทักษะความสามารถในการคิดค้น ประยุกต์เป็น และลงมือสร้างสรรค์นวัตกรรมพัฒนาชาติได้ นั่นก็คือคุณสมบัติของผู้ที่มีทักษะสมอง EF แข็งแรงนั่นเอง
      2. EF Guideline ช่วยให้ครูวางแผนการเรียนรู้ให้เด็กได้แยบยลขึ้น เพราะครูจะมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้น และคิดเป็นระบบขึ้นว่า เพื่อให้ได้เป้าหมายที่ต้องการ กระบวนการขั้นตอนที่จะออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้นั้น ควรเป็นอย่างไร จึงจะสอดคล้องกัน EF Guideline จะช่วยจัดระบบความคิดและช่วยให้ครูเสมือนมี “เลนส์EF” ที่มองรายละเอียดของคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กชัดเจนขึ้น
       3. EF Guideline จะทำให้ครูมีความมั่นใจ สามารถออกแบบแผนการเรียนรู้ให้เด็กด้วยตนเอง ที่เหมาะสมกับสภาพบริบทของตนเอง และเหมาะสมกับสภาพของเด็กที่ครูดูแลอยู่ ครูจะเก่งขึ้น ได้ใช้ศักยภาพคิดค้นพลิกแพลงกระบวนท่าในการเรียนการสอนได้หลากหลายด้วยตนเอง
     จากงานวิจัยครั้งนี้พบว่า เด็กกลุ่มทดลองที่คุณครูนำ EF Guideline ไปใช้ในการจัดประสบการณ์ในชั้นเรียน ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้มีคะแนนเฉลี่ยทักษะสมอง EF มากกว่าค่า Norm ของเด็กไทยในทุกภูมิภาค ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยถึงการนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ระบุว่า
      1.การเขียนแผนการจัดประสบการณ์โดยการใช้ EF Guideline คุณครูต้องดำเนินการอย่างทุ่มเทและต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการพัฒนาการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ของครู
       2.การส่งเสริมการใช้ EF Guideline ให้กับคุณครูระดับปฐมวัย โดยการปรับให้มีความสอดคล้องกับบริบท สังคม และวัฒนธรรมของโรงเรียน
       3.การจัดอบรมการใช้ EF Guideline ให้กับคุณครูที่มีความสนใจในระดับช่วงชั้นอื่น เพื่อขยายองค์ความรู้ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งจัดให้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ EF Guideline เพื่อพัฒนาการใช้ EF Guideline ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

     EF Guideline จึงเป็น “เพื่อนคู่คิด” ของครูปฐมวัย ช่วยกระตุกความคิด ทำให้ครูสามารถวางแผนการสอนได้ประณีตมากขึ้น ทำให้ครูมั่นใจในการเขียนแผนการประสบการณ์ และรู้ว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้...เพราะเราจริงๆ อีกทั้งยังทำให้ครูรู้สึกรักและภูมิใจในอาชีพตัวเองมากยิ่งขึ้น